วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการหลอกเด็ก 3


2 คน 1 ไม้
ในปีแรกที่ลงมาสอน ป.3 นับว่าเป็นปีแห่งการฝึกสอนก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่บรรจุที่โรงเรียนอนุบาลนครนายก ก็สอนประถมปลายมาโดยตลอด การสอนเด็กโตกับเด็กเล็กกิจกรรมที่จัดให้พวกเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราต้องพิจารณาถึงวัย อารมณ์ และความต้องการของพวกเขา
เด็กโตเราต้องเน้นเนื้อหาและหลักไวยากรณ์ กิจกรรมที่จัดก็ต้องเน้นไปที่กระบวนการคิดและหลักภาษา เพราะเด็กต้องไปสอบ 0-net, N.T. และสอบเรียนต่อในโรงเรียนมัธยม
แต่เด็กเล็กต้องสอนแบบเรียนปนเล่น ให้เขาสนุกกับการเรียน มีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และอยากเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขารักวิชานี้ และเอาใจใส่ในการเรียนวิชานี้ตลอดไป
                จึงเป็นหน้าที่ของครู ที่ต้องคิด จัดหากิจกรรมต่างๆเพื่อให้พวกเขาสนุกกับการเรียน และชอบวิชาภาษาอังกฤษ อยากเรียนวิชานี้กับเราทุกวัน
                ในช่วงนั้นผมสอนในห้องเรียนปกติ ไม่ใช่ในห้อง Sound Lab แบบในปัจจุบัน อุปกรณ์ที่ใช้ก็เหมือนเพื่อนครูท่านอื่นๆคือ ชอล์ก กระดานดำ บัตรภาพ บัตรคำ เชือก ตัวหนีบผ้า เครื่องเล่น CD และไม้ชี้กระดาน.....อิอิอิ
                ไม้ชี้กระดานที่ว่านี้ก็คือไม้เรียวนั่นเอง ที่ผมต้องมีไม้เรียวไว้ประจำตัวไม่ใช่ว่าเอาไว้ทำโทษเด็ก แต่เอาไว้เพื่อให้เด็กเอาไปชี้คำ หรือประโยคแล้วอ่าน
                อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในครั้งก่อนๆ ว่า เวลาที่ผมเขียนคำ หรือประโยค ผมมักจะให้เด็กอาสาสมัครออกมาชี้คำหรือประโยคแล้วอ่านดังๆให้เพื่อนฟัง คำศัพท์ก็อ่านแค่คำเดียว ประโยคก็อ่านประโยคเดียว เพื่อต้องการให้เด็กมั่นใจคำหรือประโยคที่จะอ่านมากที่สุด และเด็กคนอื่นๆจะได้ออกมาอ่านบ้างส่วนคนที่เหลือก็จะเป็นกรรมการคอยตัดสินว่า คำหรือประโยคที่เพื่อนๆอ่านนั้น ถูกหรือผิด
                วันหนึ่ง ผมก็ใช้วิธีนี้เช่นเคย ผมเขียนคำศัพท์ที่จะทบทวน 10 คำบนกระดานดำ  ชี้คำศัพท์ให้เด็กอ่านทีละคำ จนครบ 2-3 เที่ยว จากนั้นก็ให้เด็กออกมาอ่านคนละคำ ทีละคน เด็กออกมาเข้าแถวเพื่ออ่านเยอะมาก ผมเลยได้แนวคิดใหม่
                ผมให้เด็กกลับไปนั่งที่ แล้วบอกเด็กว่า ให้เด็กจับคู่กันออกมา เด็กก็ออกมา 3-4 คู่ ผมก็บอกเด็กว่าให้คนแรกจับปลายไม้ด้านล่าง คนที่ 2 จับเหนือมือเพื่อนคนแรก แล้วให้เพื่อนคนอื่นที่นั่งอยู่ 1 คน พูดคำศัพท์ 1 คำ เมื่อฟังคำที่เพื่อนอ่าน แล้วให้ช่วยกันชี้คำศัพท์โดยที่ไม่ให้มือหลุดจากไม้
                ตอนนี้สนุกละ ต่างคนยกไม้แล้วพยายามเอาไม้ไปชี้คำศัพท์ที่ตนเองมั่นใจที่สุด ถ้าเป็นคำที่เข้าใจตรงกันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเข้าใจต่างกันล่ะ ต่างคนต่างพยายามเอาไม้ไปชี้คำที่ตัวเองมั่นใจทันที ไปกันคนละทิศคนละทางเลย ความสนุกมันอยู่ที่ตรงนี้
                คราวนี้ในห้องจะวุ่นวายชั่วขณะ เพราะเด็กจะลุกไปหาเพื่อนเพื่อจับคู่กันออกมาชี้คำศัพท์ ผมก็ได้แต่ปล่อยให้เด็กไปหาคู่ของตน แล้วก็ให้เขาออกมาชี้คำศัพท์ตามที่เขาต้องการ
นี่เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมคิดได้ในขณะที่สอน ครูเราได้ชื่อว่าเป็นนักหลอกเด็กอยู่แล้ว ลองพยายามคิดดูนะครับว่า เราจะหากิจกรรมใดที่หลอกเด็กให้มาสนใจ และตั้งใจเรียนวิชาที่เราสอนมากที่สุด ถ้าเราทำได้ นั่นแหละ เราจึงจะได้ชื่อว่า ครูมืออาชีพ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มณเฑียร  ฤกษ์วิสาข์
2 สิงหาคม 2555




วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Finger Correction การใช้นิ้วตรวจงาน










Finger Correction






หลังจากกลับจากไปศึกษาอบรมที่ EF International Language Schools เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการครูมักจะถามในทำนองเดียวกันว่า ไปอบรมครั้งนี้ได้อะไรมาเยอะไหม มีอะไรแปลกๆใหม่ๆ น่าสนใจมาแนะนำมาบ้างไหม
                ก็ขอถือโอกาสนี้แนะนำเทคนิคการตรวจงานโดยใช้นิ้วมือ ที่ได้มาจากการไปอบรมในครั้งนั้น ที่เรียกกันว่า Finger Correction ลองศึกษาดูนะครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อบกพร่องของนักเรียน ที่พบกันเป็นประจำคือ
-  คำที่หายไป (Word missing) : I’m going to bank.
-  ใช้คำผิด (Wrong Word) : I’m going shop.
-  เรียงคำผิดตำแหน่ง (Word Order) : I like very much coffee.
-  คำเกิน (Extra Word) : I’m going to shopping.
-  ผิดไวยากรณ์ (Tense Error) : I go to the bank yesterday.
ครูตรวจผลงานเด็กโดย แสดงการใช้นิ้วมือในการแก้ไขความถูกต้อง โดยที่
-         นิ้วมือ 1 นิ้วแทน 1 พยางค์ หรือ คำ
-         สามารถใช้ 1 นิ้วแทนหลายพยางค์หรือหลายคำ กรณีที่มีคำมากและไม่ได้แก้ไขที่คำเหล่านั้น

1. กรณีคำที่หายไป (Word Missing)
        I’m going to (the) bank. 

 
ครู เน้น ที่นิ้วชี้หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้เด็กทราบและบอกคำที่หายไป

2. กรณีใช้คำผิด (Wrong Word)
     I’m going shop.

 







ครู เน้น ที่นิ้วชี้และนิ้วโป้เพื่อให้ทราบว่ามีคำที่ผิดและให้เด็กแก้คำที่ผิด

3. กรณีเรียงลำดับคำผิด (Word Order)
    I like very much coffee.


 









ครู(งอนิ้วก้อย) แล้วอ่าน I like very much coffee. ก่อน พอรอบสอง I like ครูชี้ที่นิ้วโป้ก่อน แล้วค่อยมาชี้เน้นที่นิ้วชี้ เพื่อให้เด็กทราบ

4. กรณีคำที่เกินมา (Extra Word)
      I’m going (to) shopping.

 





 
ครู เน้น เสียงคำว่า to ที่ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วชี้ เพื่อให้เด็กทราบว่ามีคำเกินมา

5. กรณีผิดไวยากรณ์ (Tense Error)
    I go to the bank yesterday.


   









ครู เน้น ที่นิ้วนาง เพื่อบอกใบ้ให้เด็กทราบว่าผิดตรงนั้น
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                เทคนิค Finger Correction ที่ได้นำเสนอนี้ ยังสามารถพลิกแพลงนำไปใช้ในการฝึกพูดให้กับเด็กๆในรูปแบบต่างๆได้อีกมากมาย  ผมลองนำไปใช้กับเด็ก ป.5 ซึ่งก็ใช้ได้ผลดี ในโอกาสนี้อยากให้เพื่อนครูและผู้ที่สนใจลองนำไปใช้บ้าง แล้วลองสังเกตดูว่าจะได้ผลตามที่ผมได้พูดไว้ไหม

 --------------------------------------------------------------------------------

 มณเฑียร  ฤกษ์วิสาข์
31 กรกฎาคม 2555






วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ICT กับภาษาอังกฤษ


ICT กับภาษาอังกฤษ
ICT มาจาก
- Information สารสนเทศ, สารนิเทศ, ในบางครั้งหมายถึงข้อมูล
- Communication การสื่อสาร
- Technology เทคโนโลยี
                นับตั้งแต่ ผอ.สถาพร  ศรีม่วง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครนายก ท่านมีนโยบายให้ ครูใช้ ICT ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านก็เร่งพัฒนาห้องพิเศษต่างๆ ให้มีความพร้อม ความสมบูรณ์เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน และที่จำเป็นต้องมีคือ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกับเครื่องฉาย Projector ประจำห้อง ซึ่งห้อง Sound Lab ของกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ก็ได้รับการติดตั้งเป็นห้องแรก
                เมื่อได้รับมาแล้ว ผมซึ่งเป็นผู้ดูแลห้อง Sound Lab ก็ต้องเร่งพัฒนาชิ้นงานเพื่อสนองตอบนโยบายของท่านผู้อำนวยการ โดยการใช้สื่อ ICT ที่ผลิตขึ้นในการสอนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กๆทุกชั่วโมง ในการนี้ได้ใช้โปรแกรม Powerpoint เพราะใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน สะดวกในการผลิต และเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโรงเรียนต่างก็มีโปรแกรมนี้แล้ว สามารถนำไปใช้ได้ทุกที่
                ในครั้งนี้ผมขอเสนอแนวคิดของตัวเองในการผลิตสื่อ ICT ที่ใช้อยู่ทุกวันให้ผู้อ่านได้พิจารณาว่า ผมมีหลักการและวิธีนำเสนออย่างไรบ้าง  ลองดูนะครับ
หลักในการจัดทำสื่อ ICT (Powerpoint)
1. ใช้ตัวการ์ตูน หรือรูปภาพบุคคลที่เด็กรู้จักมาเป็นตัวละครในการสอนบทสนทนาและเป็นตัวแทนครูในการอธิบายเนื้อหา
2. ใช้รูปภาพ การ์ตูนตลก หรือรูปภาพตลกประกอบการสอน
3. ใช้ภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้บทเรียนน่าสนใจ ทิศทางการเคลื่อนที่ของรูปภาพ ต้องไม่ฝืนความเป็นจริง
4. มีการแปลงคำศัพท์เป็นรูปภาพหรือสัญลักษณ์ เพื่อเร้าความสนใจของเด็ก
5. ใช้ลูกศรช่วยในการอธิบายเนื้อหา หรือเพิ่มอารมณ์ขันให้บทเรียน
6. ใส่ความตลก ขบขัน ลงในบทพูด หรือใช้รูปภาพตลกประกอบ และใส่ชื่อเด็กที่มีอารมณ์ดีลงในตัวการ์ตูน
7. ใช้สีสันสดใสประกอบฉาก สี ขนาดและรูปแบบตัวอักษร ต้องดึงดูดความสนใจ อ่านง่าย สบายตา
8. การจัดองค์ประกอบในแต่ละฉาก ต้องไม่แน่น หรือหลวมเกินไป
9. ใช้กรอบข้อความเพื่อแบ่งส่วนของเนื้อหา
10. หารูปภาพที่ต้องการจาก www.google.com

สำหรับแนวทางในการใช้สื่อ ICT (Powerpoint) มีดังนี้     
1. ใช้สอนหรือทบทวนบทสนทนาก่อนเข้าเนื้อหาทุกครั้ง
2. ใช้ทบทวนคำศัพท์ เนื้อหาเก่าก่อนเข้าเนื้อหาใหม่ทุกครั้ง โดยใช้กิจกรรม
- อักษรอะไรหายไป รู้ไหม (ทดสอบการสะกดคำศัพท์)
- คำศัพท์ต่อไปนี้ มีตัวอะไรบ้าง จำได้ไหม (ทดสอบการสะกดคำศัพท์)
- การเทียบอักษร เพื่อเป็นหลักในการอ่าน
- คำศัพท์ต่อไปนี้ ยากนะ จะอ่านได้ไหม (ฝึก / ทดสอบการอ่าน)
- พอจะจำได้ไหม (ทดสอบและทบทวนการอ่าน ทดสอบและทบทวนคำศัพท์ ทดสอบและทบทวนหลักเกณฑ์ทางภาษา)
- ดูรูป แล้วพูดบอกความหมาย (ทดสอบและทบทวนการอ่าน ทดสอบและทบทวนคำศัพท์)
- จับคู่คำศัพท์กับความหมาย (ทดสอบและทบทวนคำศัพท์)
- จับคู่คำศัพท์กับคำอ่าน (ทดสอบและทบทวนการอ่าน)
- จับคู่คำศัพท์กับรูปภาพ (ทดสอบและทบทวนคำศัพท์)
3. การให้เด็กตอบพยายามอย่าให้เด็กเดาทางถูก พยายามหักมุมในด้านที่เด็กคาดไม่ถึง
4. จะต้องฝึกให้ครบทั้ง 4 ทักษะคือ ฟัง พูด อ่านและเขียน
5. จงพูดท้าทาย เพื่อเป็นการกระตุ้นและเร้าความสนใจของเด็ก
6. ให้เด็กมีโอกาสได้เคลื่อนไหว หรือออกท่าทาง
7. มีเกมหรือกิจกรรมง่ายๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดเพื่อหาคำตอบ
8. เปิดโอกาสให้เด็กได้ทาย เพื่อให้เขาได้ฝึกพูด และให้รางวัลเมื่อเขาตอบถูก
9. ก่อนเฉลยคำถาม หรือแบบฝึกหัด ต้องให้เด็กพูดตอบก่อนทุกครั้ง
10. มีแบบฝึกหัดแบบตัวเลือกพร้อมเฉลยทันที พร้อมทั้งเหตุผลประกอบ
11. การเลือกคำตอบจากจอ อาจให้เด็กใช้ไฟฉายแสงเลเซอร์ยิงไปที่จอได้ (เด็กเตรียมมาเองหรือครู
 เตรียมไว้หลายๆอันให้เด็กยืมใช้ก็ได้)
12. มีการเว้นช่องว่างเพื่อเติมคำ ให้เด็กทายคำศัพท์ก่อนหลายๆคน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกพูด ก่อนที่
 จะเฉลย  (ใครตอบถูกคนแรกจะได้รับรางวัล)
13. ในการให้การบ้านบางครั้ง ให้เด็กจดลงสมุดก่อนเข้าบทเรียน โดยต้องให้เวลาที่เหมาะสม
14. ในการฝึกการฟังเพื่อเติมคำลงในช่องว่าง ไม่ควรให้ฟังทีละข้อแล้วให้เด็กเติมคำ แต่ควรเปิดเสียง
ติดต่อกันหลายๆเที่ยว เพื่อเด็กจะได้มีสมาธิในการตั้งใจฟังมากขึ้น โปรแกรมที่ใช้ในการนี้คือ Jet Audio เพราะโปรแกรมนี้จะหมุนวนติดต่อกันเมื่อจบไฟล์เสียง
15. นำกรอบบทเรียนเก่ามาสอดแทรกเป็นระยะๆ เพื่อทบทวนความรู้เดิม

จากการสังเกตจะเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กที่เรียนโดยใช้สื่อ ICT เด็กสามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น จำเนื้อหาได้มากขึ้น เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เรียนอย่างมีสมาธิ และที่สำคัญที่สุดคือ สนุกกับการเรียน แต่สำหรับเด็กบางคนล่ะ……….อืมมมม………..แค่อยากรู้ว่า ถ้าเทวดาเหาะจากฟ้าลงมาสอน เด็กกลุ่มนี้จะเรียนได้ดีไหม……เท่านั้น
………………………………………………………………
ตัวอย่าง กรอบบทเรียน สื่อ ICT (powerpoint)








 

















====================================================

 นายมณเฑียร  ฤกษ์วิสาข์
29 กรกฎาคม 2555






วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การจัดค่ายภาษาอังกฤษ (12)


การจัดค่ายภาษาอังกฤษ (12) 
                ตอนแรกคิดว่าจะเขียนเรื่องเทคนิคการสอนส่วนตัว แต่เกิดนึกขึ้นได้ว่าเรายังเก็บเอกสารเก่าๆเกี่ยวกับการจัดค่ายภาษาอังกฤษไว้ เลยไปรื้อดู อืมมมมมม....ได้มาก็หลายเล่มนะ เล่มละปี เปิดอ่านดูก็มีแต่เรื่องที่เขียนแล้วทั้งนั้น
                แต่พอเปิดดูปี 2007 หรือ 2550 ก็ได้เรื่องเลย เราลืมไปได้ยังไงนะ ช่วงนั้นจำได้ว่าอยากใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดกิจกรรมบ้าง เผอิญไปเปิดดูหนังสือภาษาอังกฤษของนักเรียนสองภาษา (EP) เห็นมีการสอนเรื่องการเขียนอีเมล์ เลยนำจุดนี้มาจัดกิจกรรม แล้วตั้งชื่อฐานว่า E-mail Writing ลองอ่านดูนะ
Station 5 : E-mail Writing
วิทยากรประจำฐาน : ครูกฤตยา  ชุมประเสริฐ
กิจกรรม
1.             แบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
2.             ครูแจกใบความรู้เรื่องการเขียน E-mail
3.             ครูอธิบายแบบฟอร์มของ E-mail
4.             ให้นักเรียนอ่านข้อความใน E-mail แล้วสรุปเป็นภาษาไทย
5.             ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนตอบ E-mail
6.             ลอก E-mail ที่ช่วยกันเขียนลงในเอกสารของตน
7.             กลุ่มใดเขียนได้ดีที่สุดเป็นฝ่ายชนะ
อุปกรณ์
1.             ใบความรู้เรื่องการเขียน E-mail จำนวน 100 แผ่น
2.             ขนม 10 ถุง แจกรางวัลแก่ผู้ชนะกลุ่มละ 2 ถุง

   ใบความรู้
จากบนลงล่าง
        1.   Sender’s e-mail address
        2.   Receiver’s e-mail address
        3.   Subject of e-mail
        4.   Greeting
        5.   Opening paragraph
        6.    Mail message
        7.    Closing paragraph
        8.     Closing phrase
        9.     Sender’s name

 ข้อความใน e-mail ที่ให้เด็กอ่าน

















From : montien@anuban.com
To : Nicole@hotmail.com
Subject : My English Camp
                Hi, Nicole,
How are you? I just had a wonderful English Camp last week. There were many stations for us to join. They were singing and dancing station, doll dressing station, drawing and painting station, words collecting station and word finding station.
I liked word finding station because all the words were so small. I can’t read. Until I had a lense that the trainer gave us. I had so much fun with it.
Do you have English Camp in your school? I am waiting for your e-mail.
Your friend,
Montien

แบบฟอร์ม e-mail ที่ให้เด็กเขียน
















หมายเหตุ
                การจัดกิจกรรมฐานนี้ ไม่ได้ให้เด็กส่งอีเมล์จริงๆ แต่ให้เด็กเขียนลงในใบงาน ปกติแล้วฐานนี้เป็นเพียงฐานฝึกอ่านและฝึกเขียนธรรมดา แต่เพื่อล่อใจและดึงดูดใจเด็ก จึงตั้งชื่อฐานให้น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็สอนให้เด็กรู้หลักในการเขียนอีเมล์ที่ถูกต้องด้วย

==============================================


มณเฑียร  ฤกษ์วิสาข์
23 กรกฎาคม 2555